“บีไอจี” รุกเป็นผู้นำ Climate Technology พร้อมนวัตกรรมลดคาร์บอน   ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมสู่เป้า Net Zero - Go Ahead News

Go Ahead News

ก้าวไปข้างหน้ากับเรา

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Friday, October 28, 2022

“บีไอจี” รุกเป็นผู้นำ Climate Technology พร้อมนวัตกรรมลดคาร์บอน   ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมสู่เป้า Net Zero





“บีไอจี” มุ่งหน้าสู่การเป็น Climate Technology Company ด้วยเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน ขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรมสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero)  ก้าวไปอีกขั้นด้วยใบรับรอง CFO จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมเดินหน้านำนวัตกรรมเพื่อช่วยลดคาร์บอน อาทิ ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์และการกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ (CCUS) และการใช้พลังงานไฮโดรเจน เป็นต้น 


นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) เปิดเผยว่า บีไอจีตั้งเป้าเป็น ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology Company) โดยเริ่มจากการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำเป็นรายแรกของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน ด้วยนวัตกรรมโรงแยกอากาศที่ใช้ความเย็นจากกระบวนการ LNG Regasification เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (สโคป 2) คิดเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าลดลงได้กว่า 100,000 ตันต่อปี 

 

ล่าสุดบีไอจียังเป็นผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO จากการดำเนินงานในปี 2564 ที่ผ่านมาอีกด้วย  ทั้งนี้ บีไอจีตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ในปี 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายทั่วโลกของ แอร์โปรดักส์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยบีไอจีมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า (สโคป 2) เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกระบวนการผลิต (สโคป 1) ของบีไอจีมีน้อยมาก 


ในส่วนของธุรกิจ บีไอจีมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมให้เข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ พร้อมสนับสนุนคู่ค้าในการบริหารจัดการ ในทุกกระบวนการของการจัดทำโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (CFP) รวมถึงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงขั้นตอนได้รับใบรับรองจาก TGO และการใช้ดิจิตอลแพลตฟอร์มในติดตามและบริหารจัดการลดการปลดปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต ซึ่งบีไอจีได้สนับสนุนพันธมิตรคู่ค้าอย่างบริษัท แม็กซิออน วีลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตล้ออลูมิเนียมอัลลอยรายแรกของประเทศไทยจนได้รับใบรับรองแบบ CFP เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงขึ้นทุกปี และได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ภาคอุตสาหกรรมและทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน บีไอจีจึงพร้อมเดินหน้านำนวัตกรรมและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเริ่มจากการเป็นผู้นำด้านการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การนำนวัตกรรมการใช้ก๊าซอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการใช้พลังงาน การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตและการใช้พลังงานไฮโดรเจนในทุกรูปแบบ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการดักจับใช้ประโยชน์และการกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ (CCUS) ที่บีไอจีร่วมมือกับคณะวิศวกรรม จุฬาฯ และองค์กรชั้นนำในการจัดตั้ง Thailand CCUS Consortium โดยทั้งหมดนี้ บีไอจีมั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ทุกภาคส่วนในการ ลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิส และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายปิยบุตรกล่าว

ด้านนายสุทีป รัตนภาส ประธานภาคพื้นเอเซีย บริษัท แม็กซิออน วีลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แม็กซิออน วีลส์ เป็นผู้ผลิตล้ออลูมิเนียมอัลลอยให้กับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ บริษัทฯ มีนโยบายอย่างชัดเจนที่จะมุ่งสู่งองค์กรที่เป็น Carbon Neutrality โดยจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตให้ได้ร้อยละ 70 ภายในปี 2030 ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต แม็กซิออน วีลส์ และบีไอจี ต่างเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน โดยบีไอจีให้บริการก๊าซอุตสาหกรรมและโซลูชันต่าง ๆ ในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product: CFP) จนได้รับการรับรองฯ ทำให้ผลิตภัณฑ์ล้ออลูมิเนียมอัลลอยทั้งหมด 16 รายการ ได้รับการรับรองเป็นรายแรกของไทย”


No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad